วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2554

แนะ 7 วิธีเรียนดีครับ

แนะ 7 วิธีเรียนดีครับ
พอดีผม ท่องเว็บไปแล้วก็เจอสาระน่ารู้ที่คิดว่าน่าจะนำมาเผยแพร่ครับ  เป็น 7 วิธีที่ทำให้เรียนดีมีทั้งหมด 7 ข้อดังนี้ครับ           
                                                                       
           
            ข้อที่ 1 : พกปากกาสี ติดตัวทฤษฎีสี กล่าวไว้ ว่า สีจะสามารถเพิ่มการจดจำเนื้อหาต่าง ๆ ได้มากกว่า สีน้ำเงินที่เขียนตามปกติจึงควรซื้อปากกาสีต่าง ๆ ติดตัวไว้ เวลาอ่านหนังสือก็ใช้ปากกาสีในการจดเนื้อหา ของ stabio ก็ดีนะ ทนหลายปีเลยแหล่ะ
          ข้อที 2 : ใช้สมุด note ที่ไม่มีเส้นการใช้สมุด
note ที่มีลายเส้นนั้นเหมือนเราอยู่แต่ในกรอบเส้นนั้น แต่ถ้าใช้สมุด note ที่ไม่มีเส้นนั้นจะทำให้เราไม่มีกรอบในการเขียน เราอยากเขียนอะไรก็อยากเขียนได้ทั้งนั้น ปัจจุบันหาซื้อยาก ต้องลองหาแถว ร้านขายสมุดวาดรูปดูนะครับ
          ข้อที่ 3 : บันทึกงานออกมาในรูป
Mind Map ถ้าเราอ่านหนังสือการ์ตูนตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว กับอ่านหนังสือ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราจะสามารถจดจำการ์ตูนได้มากกว่าเวลาจดเนื้อหาบางอย่างอาจจะจดในรูปแบบ Pic. จะสามารถจดจำได้มากกว่าการบันทึกงานในรูปแบบของ Mind Map จะเป็นการแบ่งเรื่องหัวข้อใหญ่ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการอ่านอาจใช้ mind map เป็นรูปก็ได้
          ข้อที่ 4 :
Mp3  เราควรจะมี mp3 เพื่อใช้ในการบันทักเสียงเวลาที่คุณครูสอนแต่ไม่สามารถฟังและเก็บเกี่ยว เนื้อหาได้ครบทุกอย่างหากเราอัดไว้ก็จะสามารถย้อนกลับไปฟังได้หลาย ๆ ครั้ง ก่อนสอบ
          ข้อที่ 5 : เอาใจครู   เอาใจครูในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเอาอกเอาใจครู หมายถึง ทำตัวตามสไตล์ที่คุณครูชอบ เพื่อเพิ่มความชอบของคุณครูในตนเองเวลาเราชอบครูคนไหนก็อยากเรียนกับครูคน นั้น อยากส่งงาน ครู อยากเจอหน้าครู ก็จะทำให้เรียนเก่งยิ่งขึ้นเพราะ เราอยากเรียนวิชานั้น ๆ
          ข้อที่ 6 : พูดคุยกับปากกาก่อนสอบ หรือก่อนเขียนงานเราควรพูดคุยกับปากกาบ้างคุณหนูดี กับ
ด็อกเตอร์อะไรเนี่ยแหล่ะจำชื่อไม่ได้ ก็ใช้วิธีนี้จนเรียนจบปริญญา
          ข้อที่ 7 : นั่งหน้าห้อง   นั่งหน้าห้องจะสามารถทำให้เราได้ยินมากกว่าคนที่นั่งข้างหลังเรา เห็นชัดกว่าคนข้างหลังเราและสามารถถามครูได้มากกว่า ซึ่งมันเป็นที่แน่นอนอยู่แล้ว
ครับอ่านเสร็จแล้ว ใครอยากจะนำไปใช้ก็ลองนำไปใช้ดูนะครับจะได้เรียนเก่ง ๆ

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

งานวิจัย การสอนภาษาอังกฤษดีๆครับ

เรื่อง การศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่ใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น

     A Study of Method of Learning and Teaching English by Utilizing Research Process   from Rural Resource Center

      บทนำ  จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 พร้อมกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องและพระราชบัญญัติการศึกษาขั้นบังคับ หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา มาตรา 24(5) กล่าวว่า ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ  มาตรา 30 กล่าวว่าให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา เป้าหมายของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานมีความคาดหวังว่า เมื่อผู้เรียนเรียนภาษาต่างประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษา ผู้เรียนจะมีเจตคติที่ดีต่อภาษาต่างประเทศ การเรียนภาษาต่างประเทศช่วยให้ผู้เรียนมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและเกิดความมั่นใจในการสื่อสารกับชาวต่างประเทศ โดยมีความภาคภูมิใจในภาษาและวัฒนธรรมไทย ( คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 2544 : 2-3 )  จากการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ผู้วิจัยประสบปัญหาคือ นักเรียนมีเจตคติแง่ลบต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ   จากการทำแบบสอบถามนักเรียนจำนวน 715 คน เกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ผู้วิจัยพบว่านักเรียนร้อยละ 70 ขาดแรงจูงใจในการเรียนและคิดว่าวิชาภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ เรียนแล้วไม่เข้าใจหรือไม่ชอบเรียน  ในขณะเดียวกันร้อยละ 80 ขาดความมั่นใจในการพูดและเขียนภาษาอังกฤษ เพราะแทบไม่ได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เกิดความรู้สึกว่าภาษาอังกฤษเป็นเรื่องไกลตัว เนื่องจากสถานที่ตั้งโรงเรียนอยู่ในชนบท ค่อนข้างไกลจากตัวเมือง นักเรียนไม่เห็นความสำคัญของแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น ในขณะที่ผู้ปกครองนักเรียนมีฐานะยากจน ไม่มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ จากเจตคติด้านลบและบริบทของโรงเรียนที่ไม่เอื้อให้นักเรียนได้ฝึกทักษะภาษาอังกฤษ ผู้วิจัยจึงสนในศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่ใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น       งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่ใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น 2) เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง พูด อ่านและเขียนภาษาอังกฤษที่ใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ 3) เพื่อเผยแพร่แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นเป็นภาษาอังกฤษ
     วิธีการวิจัย   การวิจัยใช้การวิจัยในชั้นเรียน ( Action research ) มีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้ 1) วิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียน 2)วางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่ใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น 3)การจัดกิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษที่ใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น 4) ประเมินผลการจัดกิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษที่ใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น 5) สรุปผลการจัดกิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษที่ใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น    กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหนองรีประชานิมิต อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ที่เรียนภาษาอังกฤษในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ( purpose sampling ) เนื่องจากเป็นนักเรียนโปรแกรมวิทย์-คณิตและ สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่ใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 63 คน การเก็บข้อมูลใช้การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยใช้เครื่องมือ ดังต่อไปนี้ 1) แบบประเมินโดยเพื่อนนักเรียน 2) แบบประเมินผลงานของตนเอง 3) แบบประเมินผลงานโดยผู้ปกครอง 4) แบบประเมินโดยครู   แบบสอบถามวัดแรงจูงใจ แบบประเมินการนำเสนอโครงงานโปสเตอร์ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 10 แผน สื่อการเรียนการสอนที่เป็นแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น ประกอบด้วย      1) หอดูดาวเกิดแก้ว2 ) อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติรัตนโกสินทร์ 3) ฟาร์มเลี้ยงกบ 4) ฟาร์มเลี้ยงไก่ 5) ไร่สับปะรด 6) นาข้าว  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรม SPSS/PC  Version 11.0 โดยใช้ t-test และการวิเคราะห์เนื้อหาจากแบบสอบถาม
       ผลการวิจัยและอภิปราย    1.การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่ใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นประสบผลสำเร็จ นักเรียนมีแรงจูงใจในการเรียนเพิ่มขึ้น โดยก่อนการทดลองนักเรียนประเมินตนเองมีคะแนนค่าเฉลี่ยเท่ากับ 31.11 หลังการทดลองเพิ่มขึ้นเป็น 42.80  การประเมินโดยเพื่อน  ครู และผู้ปกครอง หลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนภาษาอังกฤษและสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง   2.นักเรียนได้พัฒนาทักษะการฟัง พูด อ่านและเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ จากการทำและนำเสนอโครงงานภาษาอังกฤษในรูปแบบโปสเตอร์  3.นักเรียนได้เผยแพร่แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นเป็นภาษาอังกฤษ โดยนำเสนอแก่ผู้ปกครอง ชุมชนและในวารสารวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการและวารสารสานปฏิรูป 
      ข้อเสนอแนะ    การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่ใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น ผู้สอนควรดำเนินการดังนี้ 1.  ควรชี้แจง ทำความเข้าใจให้นักเรียน ผู้ปกครองและชุมชนเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่ใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น 2. ควรติดต่อกับวิทยากรหรือภูมิปัญญาของท้องถิ่นในแหล่งเรียนรู้ ก่อนนักเรียนเข้าไปศึกษาแหล่งเรียนรู้ 
       เอกสารอ้างอิง 1.  กระทรวงศึกษาธิการ. 2545.  พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542และที่แก้ไขเพิ่มเติม  (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 พร้อมกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องและพระราชบัญญัติการศึกษาขั้นบังคับ กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์คุรุสภา    2.กระทรวงศึกษาธิการ. 2544. คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ พุทธศักราช 2544 กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์คุรุสภา. หมายเหตุ เป็นงานวิจัยที่ได้รับทุนจากสำนักงานพื้นที่เขตการศึกษา กาญจนบุรีเขต 2 กระทรวงศึกษาธิการ งานวิจัยรูปเล่มจริงอยู่ที่สำนักงานพื้นที่เขตการศึกษา กาญจนบุรีเขต 2และที่นายขจิต ฝอยทอง

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2554

การปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ

   
    การปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ


     ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษนั้นมีหายสาเหตุแต่ที่เราประสบ ณ ตอนนี้ มีดังนี้
     1. การขาดครูสอนภาษาอังกฤษเป็นจำนวนมาก ทำให้โรงเรียนแต่ละแห่งต้องหาทางแก้ปัญหา โดยจัดครูที่มิได้เรียนจบวิชาเอกหรือวิชาโทด้านภาษาอังกฤษมาช่วยสอน ซึ่งแม้จะพยายามศึกษาหาความรู้ฝึกฝนด้วยตนเองอย่างทุ่มเทมากมายก็ตาม แต่ครูอาจารย์เหล่านี้คงยากที่จะพูด ฟัง อ่าน และเขียนให้ถูกต้องใกล้เคียงเท่ากับการได้เล่าเรียนหรือฝึกฝนมาโดยตรงก่อนไปเป็นครู

      2. วิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาเชิงทักษะ ที่ครูควรจะเป็นผู้ที่เข้าใจการใช้ภาษาและมีทักษะในการพูด การออกเสียงถูกต้องหรือใกล้เคียงกับผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน แม้พยัญชนะและสระของภาษาไทยจะใช้ได้ใกล้เคียงมากในการออกเสียงหรือพูดเป็นภาษาอังกฤษ แต่เสียงบางเสียงจะไม่เหมือนกัน เช่น เสียงตัว ch, th, v , z เป็นต้น และการเน้นพยางค์ในคำผิดที่จะทำให้ความหมายเปลี่ยนไป ลักษณะเช่นนี้ทำให้ครูภาษาอังกฤษต้องมีทักษะในการใช้ภาษาเป็นพิเศษ นอกเหนือจากการพูดคุย การเขียนภาษาอังกฤษก็จะมีวิธีคิดการเรียบเรียงข้อความต่างจากการเขียนภาษาไทย

     3. การหาโอกาสให้เด็กๆ และครูอาจารย์ได้พบปะและเรียนรู้จากนักท่องเที่ยว โดยต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ ไม่สร้างความรำคาญซึ่งกันและกัน โดยประสบการณ์ของครูอาจารย์ที่ได้ลองดำเนินการเรื่องนี้ พบว่าเด็กๆ จะกระตือรือร้นหาทางพบปะพูดคุยกับนักท่องเที่ยวที่พอมีเวลา และเต็มใจพูดคุยกับกลุ่มเด็กๆ โดยมีอาจารย์ดูแลอยู่ด้วย บางสถานศึกษาก็หาทางเชิญเจ้าของภาษาที่พักอาศัยหรือทำงานในท้องถิ่นใกล้เคียงมาพูดคุยกับนักเรียนเป็นครั้งคราวโดยสมัครใจ หรือโดยมีค่าตอบแทนบ้างตามสมควร

    4. กระบวนการในการสอน การเริ่มต้นและการลำดับขั้นความยากง่ายก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เด็กชอบหรือไม่ชอบภาษาอังกฤษ การสอนที่สนุกสนานสอดแทรกทั้งเรื่องพูด ฟัง อ่าน เขียน และให้หลักไวยากรณ์ในเรื่องที่ใกล้ตัวเด็ก การอ่านเรื่องง่ายๆ นิทานประกอบภาพง่ายๆ ให้เด็กฟัง หรือให้เด็กเลือกเรื่องมาอ่านเอง กิจกรรมการแสดงต่างๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องที่จำเป็นและจะส่งผลให้เด็กๆ เห็นว่าภาษาอังกฤษเป็นเรื่องง่าย แต่ครูอาจารย์ที่สอนวิชาเชิงทักษะให้สนุกก็ยังหาไม่ง่ายนักในสถานการณ์ปัจจุบัน โรงเรียนจำนวนมากขาดสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ช่วยในการฝึกทักษะด้านนี้แก่เด็ก หรือสื่อที่มีก็จะเป็นสื่อที่ใช้กระบวนการไม่ทันสมัย โดยสื่อและอุปกรณ์ที่ต้องการเร่งด่วนมาก อาทิ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องเล่นวีดิทัศน์ เครื่องรับโทรทัศน์ เอกสารสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องปฏิบัติทางภาษาที่ครูอาจารย์จะได้มีโอกาสเรียนรู้สำเนียง สาระ และวัฒนธรรมในการใช้ภาษาร่วมไปกับนักเรียนได้ด้วย

   5. งบประมาณ เป็นเรื่องที่ทุกกลุ่มกล่าวถึงเป็นอย่างมากด้วยเป็นความจำเป็นที่ต้องพัฒนาครูอาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษ ทั้งที่ยังขาดพื้นฐานและที่เรียนมาตรง แต่ก็จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมให้ทราบกระบวนการเทคนิควิธีที่จะใช้ช่วยให้สอนได้น่าสนุก น่าสนใจ เข้าใจง่าย และเหมาะสมยิ่งขึ้น

   6. การตั้งชมรมครูภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

   ประเด็นที่ได้รับฟังเหล่านี้ทำให้เห็นการจุดประกายความคิดริเริ่ม ความตั้งใจ และความเข้าใจของครูอาจารย์ที่เข้าร่วมการสัมมนาเป็นอย่างมาก ซึ่งเชื่อว่าเรื่องนี้จะมิใช่เกิดที่จังหวัดสงขลาแห่งเดียว แต่จังหวัดอื่นๆ ก็คงจะใช้กระบวนการที่คล้ายคลึงให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษได้เช่นกัน ซึ่งในช่วงกล่าวปิดผมได้เสนอแนวคิดสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องไว้ 3 ประเด็น ดังนี้

   1. นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ในเรื่องนี้สนับสนุนให้ครูอาจารย์ต้องเริ่มต้นให้เด็กกล้าพูด กล้าเขียน กล้าแสดงออก ฯลฯ ส่วนข้อผิดพลาดบกพร่องนั้นค่อยๆ ขัดเกลา ปลูกฝัง แต่ขอให้ครูอาจารย์และเด็กเริ่มต้นด้วยการมีความเชื่อมั่นในตนเองก่อน พูดผิด พูดถูก พูดออกไปก่อน อย่ากลัวผิดจนไม่กล้าทำอะไร เชื่อว่าวิธีนี้จะเป็นวิธีหนึ่งที่เราจะได้เด็กๆ ที่ค่อยๆ มีความสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องจำนวนมากขึ้น และเร็วขึ้น

    2. สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยภาคภาษาอังกฤษ สถานีวิทยุศึกษา สถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษา(ETV) ของศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ รายการโทรทัศน์แบบจำกัดรับ(Cable TV) หรือรายการโทรทัศน์ที่สอนภาษาอังกฤษของสถานีวิทยุโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมโรงเรียนวังไกลกังวล เครือข่ายอินเตอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษสำหรับประชาชนทั่วไปหรือสำหรับนักเรียน จะเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ดีและไม่ต้องลงทุนมากนัก นอกจากนี้ ยังมีองค์กรต่างๆ อาทิ British Council หรือ AUA หรือองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร เช่น UNICEF, มูลนิธิ AFS, ชมรมภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยต่างๆ และสถาบันราชภัฏ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลทั่วประเทศ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือบางด้าน และน่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้หรือแหล่งพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่ดีด้วย

   3. การตั้งชมรมครูภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่ดีมาก เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในการช่วยส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพของครูสอนภาษาอังกฤษ รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารด้านการเรียนการสอน และจะช่วยเป็นศูนย์กลางการประสานงานร่วมมือกับผู้ปกครอง

ในตอนท้ายพวกเราเรียนภาษาอังกฤษกันมานาน ส่วนที่ใช้ได้ก็มีอยู่ แต่ปัจจุบันและอนาคตภาษาต่างประเทศจะทวีความสำคัญมากขึ้น การพัฒนาตัวครูอาจารย์คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่การดูแลช่วยพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยจำนวนมากนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความใจกล้า อดทน มุ่งมั่น ไม่ท้อถอยง่าย ให้เหมือนข้อความบนอกเสื้อยืดที่เห็นและจำได้ที่ว่า Something difficult takes time. Something impossible takes a little longer.
 เชื่อว่า ต่อไปครูและเด็กๆ ของเราจะพูดภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษอยู่ในขั้นใช้การได้ดีแน่นอน

"จะมีสักวันไหมได้พบเธอ"


Behind the clouds and mist of cold
The warming light of sun doth show
Within the depth of darkling night
The stars yet shining out their light.

Will the time come to light my days
And shed those pain and lone away
Will someone come and hold me near
I long for thee to stop my tears

Will there be sun behind my clouds
Or will my star ever be found
I long, I wish, o my heart cries
For someone I could call as mine.

  เบื้องหลังหมอกมัวเหนือฟ้าหม่น
แสงอ่อนโยนของตะวันยังเฉิดฉาย
ราตรีมืดไม่ไร้ดาวพราวพราย
 
จะมีสักวันไหมได้พบเธอ
คนที่จะจุดประกายปลายฟ้า
อบอุราให้อุ่นไอรักเสมอ
 
จะมีไหมวันนั้นวันที่เจอ
หรือต้องเพ้อเพียงฝันนิรันดร